เรื่องใหญ่ที่เป็นปัญหาที่สุด สำหรับผู้ที่ถือบัตรเครดิตหลายๆใบคือรูดใบนู้นที ใบนั้นที จนไม่รู้ว่าแต่ละใบใช้จ่ายไปเท่าไหร่แล้ว ใบรอบบิลนั้นๆ จะรู้ตัวก็ต่อเมื่อใบแจ้งหนี้บัตรตามมาเก็บ เห็นยอดที่ต้องจ่ายแล้วอาจจะสยิวกิ้วหาเงินมาจ่ายแทบไม่ทันแน่

บทความนี้ผมขอแนะนำวิธีดูแลการใช้จ่ายบัตรเครดิตของคุณแบบง่ายๆ ที่สามารถช่วยจัดการการใช้จ่ายบัตรเครดิตของคุณได้อย่างสบายใจมากขึ้นครับ

1. ต้องรู้รอบการสรุปยอดบัญชี

บัตรเครดิตที่เพื่อนๆถือ แต่ละใบอาจจะมีรอบการตัดบัตรที่ไม่เหมือนกันนะครับ โดยรอบการตัดบัตรเครดิตแต่ละรอบจะคิด 30 วัน เช่น วันสรุปยอดบัญชีทุกวันที่ 12 มีนาคม ธนาคารฯ ผู้ออกบัตรเครดิตจะรวมยอดใช้จ่ายสุทธิของเราในรอบบิลนั้นๆ ตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ – 12 มีนาคม  บิลก็จะมาหลังจากนั้น เราก็ต้องไปจ่ายภาระหนี้ โดยปกติก็จะต้องไปจ่ายภายใน 15 วันหลังจาก วันสรุปยอดบัญชี ครับ จะจ่ายก่อนก็ได้ไม่ว่ากัน แต่…. รู้ไว้ดีอย่างไร

ถ้าเรารู้ว่าเมื่อวานบัตรเครดิตของเราพึ่งถึงวันตัดบัตรไป วันนี้ก็สามารถรูดปรื้ดๆได้ โดยที่ยังไม่ต้องจ่ายไปอีกถึงรอบบิลหน้า (30 วัน + 15 วัน)

ปล. ทั้งนี้สามารถโทรแจ้ง call center เพื่อปรับเปลี่ยนวันสรุปยอดบิล ได้ตามความต้องการของเรานะ

credit card

2. ต้องรู้โปรโมชั่นแต่ละบัตรที่ต้องใช้ประจำ

อันนี้ค่อนข้างสำคัญเลยแหละ เพราะจะช่วยให้เราใช้บัตรที่เรามี แต่ละธนาคารให้คุ้มสุดๆได้ ผมสรุปโปรโมชั่นที่ส่วนใหญ่บัตรแต่ละธนาคารเค้าออกโปรโมชั่นมาให้ลูกค้ามาใหรูดเพลินๆกันมีอะไรบ้าง

*ทั้งนี้บางบัตร อาจจะต้องลงทะเบียนโปรโมชั่นทาง SMS ด้วยนะ

1. เครดิตเงินคืนเข้า บ/ช

อันนี้บัตรเค้าจะคิดเป็นเปอเซนต์จากยอดที่เราใช้จ่าย แล้วหักลบกับที่เราต้องจ่ายออกไปครับ โดย โปรโมชั่นบางตัวจะได้รับ เครดิตเงินคืนเข้าพิเศษ เช่น เติมปั้มน้ำมันที่ปั้มนู้นครบเท่านี้ จะได้เครดิตเงืนคืนเข้าสูงสุด 5%

Tips : ต้องดูด้วยว่า Level บัตรแต่ละบัตรก็ให้เครดิตเงินคืนไม่เท่ากันนะ บัตร Platinum อาจจะได้เครดิตเงินคืนสูงกว่าบัตรเงินหรือทอง หรือ งานอีเว้นท์พิเศษ ก็อาจจะได้เครดิตเงินคืนมากเป็นพิเศษ เมื่อใช้จ่ายด้วยบัตร และต้องเช็คดีๆว่า ต้องลงทะเบียนทาง SMS ด้วยหรือเปล่า หรือได้อัตโนมัติ

24-4-2558 16-22-44

2. ได้คะแนนสะสมเพิ่มพิเศษ

ปกติทุกการรูดบัตรของเราจะได้คะแนนสะสมไว้ใช้แลกของในอนาคตนะครับ (Redeem) ทางธนาคารอาจจะมีโปรโมชั่นใช้จ่ายบัตรกับสินค้าที่กำหนด หรือร้านค้าที่กำหนด จะได้คะแนนเพิ่ม xจำนวนเท่า จากยอดคะแนนปกตติที่ได้รับ เช่น คำแนน x5 x10 ก็ว่ากันไปครับ หรือโปรโมชั่นนี้อาจจะกำหมดมาเป็นช่วงๆก็ได้ครับ เหมาะสำหรับคนที่ชอบสะสมแต้ม เอาไว้แลกของตอนท้ายปีครับ

Tips : บัตรประเภทปกติใช้จ่ายทุกๆ 25 บาทก็จะได้ 1 แต้ม แต่ก็จะมีช่วงเวลาพิเศษเฉพาะร้านค้าที่ร่วมรายการ ก็จะได้

และจะมีบัตรพิเศษที่ได้คะแนนเยอะเป็นพิเศษก็มีเหมือนกันนะ เช่นพวกบัตร REWARD ทั้งหลายจะได้คะแนนสูงกว่าปกติทุกการใช้จ่าย ทั้งนี้คะแนน อาจจะเอาไปทำอะไรได้เยอะแยะ เช่น แลกไมค์เดินทางจากสายการบินก็ยังได้ แต่เค้าจะมีวิธีคิดอีกคะยักนึง

ทั้งนี้ต้องเปรีบเทียบถึงความคุ้มค่ากันอีกทีในแต่ละด้านด้วย เช่น ค่าธรรมเนียมรายปี สิทธิประโยชอื่นๆ ที่อาจจะไม่ได้รับจากบัตรปกติ

24-4-2558 16-42-17

3. ส่วนลดพิเศษ

ส่วนลดพิเศษนี่หมายถึง ลด แลก แจก แถม เช่น ซื้อ 1 แถม 1, ซื้อของราคาพิเศษ, ซื้ออันนี้ ได้เพิ่มอันนั้น ฯลฯ อันนี้ผมว่าไม่สำคัญเท่าไหร่ ถ้าเราไม่ได้มีความจำเป็นต้องซื้อสินค้านั้นๆ หรือใช้บริการที่ร้านนั้นจริงๆ

4. ผ่อน 0%

อันนี้รู้ไว้ก็ดีครับ เพราะสินค้าแพงๆบางชนิดรวมถึงแพคเกจท่องเที่ยวที่มีโปรโมชั่นผ่อน 0% ก็จะช่วยให้เราแบ่งชำระได้สบายๆขึ้น ทั้งนี้มีบัตรบางประเภท หรือบางธนาคาร สามารถรูดไปเต็มจำนวนก่อน แล้วค่อยมาทำเรื่องผ่อนชำระ อาจจะไม่ได้ 0% แต่ก็ช่วยให้เราแบ่งเบาภาระในการชำระเต็มจำนวนได้สบายๆขึ้น

24-4-2558 18-33-16

Tips : ทั้งนี้เราต้องรู้เรื่องค่าธรรมเนียม รวมถึงปัญหาที่จะตามมา ถ้าเราไม่สามารถผ่อนชำระได้ตรงตามงวด อาจจะมีค่าธรรมเนียมในการติดตามทวงหนี้ รวมถึงดอกเบี้ยย้อนหลังตั้งแต่วันที่รูดไปก็ได้ เพราะฉนั้น การใช้วิธีนี้ ต้องมีระเบียบวินัยในการผ่อนชำระด้วย วิธีนี้ ต้องชำระเต็มจำนวนเท่านั้น ห้ามผ่อนขั้นต่ำ มิฉะนั้นอาจมีดอกเบี้ยมาเพิ่มทบภายหลังได้นะครับ

3. ต้องรู้วงเงินรวมบัตร และยอดต่อใช้บัตรสะสมต่อเดือน

ข้อนี้สำคัญมากเลยทีเดียวเชียว เพราะวงเงินบัตรแต่ละธนาคารที่ให้มาไม่เท่ากัน แล้วแต่ความรวยของเครดิตที่เรามี ยิ่งวงเงินเยอะๆ รูดเท่าไหร่ก็ได้ยิ่งน่ากลับนะครับ โดยปกติแล้วถ้ามีบัตรหลายใบที่สถาบันการเงินเดียวกัน เค้าจะให้วงเงินเรามาเป็นวงเงินบัตรรวม หมายความว่า ทุกๆบัตรใช้วงเงินเดียวกันครับ

เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ ออกบัตรให้เราทั้ง VISA, MASTER CARD ทั้งบัตรเงิน บัตรทอง ฯลฯ ทุกใบใช้วงเงินเดียวกันนะจ๊ะ รวมถึงบัตรเสริมในทุกๆใบด้วย

Tips : กรณีที่มีบัตรเครดิตหลายใบ ทำคลิปหนีบ แยกธนาคารไว้ หลังจากที่เรารูดปรื้ดๆแล้ว ให้เราเขียนกำกับบนสลิปทุกครั้งว่าเราใช้จ่ายอะไรไปบ้าง นำมาแยกแต่ละบัตรไว้ กรณีนี้ช่วยให้เราระลึกไว้ว่า บัตรแต่ละใบในแต่ละรอบบิลนั้นๆ เราใช้ไปเท่าไหร่แล้ว ช่วยให้เรา STOP การใช้บัตรได้ก่อนที่จะใช้จนเตลิดเปิดเปิงได้นะ

จัดการกับบัตรเครติตของคุณด้วยวิธีง่ายๆ

4. ต้องรู้เรื่องจ่ายค่าบัตรรายปี

ค่าธรรมเนียมในการใช้บัตรเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และต้องใส่ใจพอสมควร ทั้งนี้บางธนาคารจะมีโปรโมชั่นโดยยกเว้ยค่าธรรมเนียมแรกเข้า และค่าธรรมเนียมรายปี (ถ้าใช้จ่ายบัตรตามข้อกำหนด) ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่มีอยู่แล้ว (ยกเว้นบัตรบางประเภทที่จะต้องเสียค่าธรรมเนียมรายปี)

ทั้งนี้ ค่าธรรมเนียมรายปี จะไม่ถูกเก็บถ้าเรามียอดใช้จ่ายตามที่ธนาคารกำหนด เช่น ใช้บัตรครบ 50,000 บาทตลอดทั้งปี/ใช้บัตรครบ 3 ครั้ง  ธนาคารก็จะ Waive ค่าธรรมเนียมให้อัตโนมัติ (อันนี้แล้วแต่ที่ทางธนาคารกำหนดนะครับ แต่ละธนาคารจะไม่เหมือนกัน) บัตรที่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปีแน่ๆ คือ AMEX  อาจจะโทรไปที่ call center ขอจ่ายได้ไม่เต็มจำนวนแต่ยังไงก็ต้องจ่ายนะครับ  หรือบางบัตรเค้าหักค่าธรรมเนียม โดยการตัดคะแนนจากบัตรออกก็ได้ แล้วแต่ตกลงกับทาง call center แบบเป็นครั้งคราวไปนะ

Tips : ถ้าเราเห็นยอดเรียกเก็บค่าธรรมเนียมรายปีจาก ใบเรียกเก็บเงิน สามารถโทรไป Waive ค่าธรรมเนียมรายปีกับ Call Canter ได้ โดยส่วนใหญ่แล้วถ้าเราใช้บัตรเป็นปกติ Call Center ก็จะดำเนินการยกเย้นค่าธรรมเนียมให้เราได้ โดยที่ให้เราหักค่าธรรมเนียม+Vat ออก แล้วไป แล้วจ่ายยอดที่เหลือกจากการใช่บัตรปกติของเรา ทั้งนี้ เราต้องมีทักษะในการต่อรองกับทาง Call Center นิดหน่อย แต่ไม่ได้ยุ่งยากเกินการคุยครับ

ทั้งนี้หากเราละเลย ไม่ดู Statement อาจจะจ่ายค่าธรรมเนียมไปโดยไม่รู้ตัว ถึงตอนนั้นธนาคารไม่คืน นะจ๊ะ

5. ต้องรู้ยอดคะแนนสะสม

ทุกการใช้จ่ายผ่านบัตรของเราจะถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นคะแนนสะสม ปกติแล้วเราจะได้คะแนน 1 คะแนน ต่อการใช้จ่ายทุกๆ 25 บาท (บัตรปกติ)   ซึ่งแต่ละธนาคารก็จะมีวิธีการแลกของรางวัล (Redeem Point) ที่ไม่เหมือนกันนะ ที่เห็นจะคุ้มค่าที่สุดคือ การเปลี่ยน Point เป็นเงินคืนเข้าบัญชี (Cash Back) *เช่น  1,000  point แลกได้ 100 บาท (เท่ากับว่าเราซื้อของครบ 25,000 เราจะได้ 1,000 Point เพื่อที่จะได้ 100 บาทคืน ) หรือบางบัตรก็จะให้ Cash Back เป็น เปอร์เซ็นต์ จากยอดที่เราใช้ไปทุกๆรอบบิลเลย เช่น บัตร Master Card Titanium* คืนเงินเข้าบัตร 0.5%-1% ตามรายการที่กำหนด ซึ่งถือว่าคุ้มค่าอยู่ครับ

Tips : ให้รอช่วงปลายปีดีกว่า จะมีโปรโมชั่นออกมาให้เราละลาย point อย่างคุ้มค่าหน่อย เช่น 10,000 คะแนน แลก Gift Voucher ห้างต่างๆ 1,200 – 1,500 บาทเชียวนะ หรือถ้าเป็นนักสะสมคะแนน จะมีบัตรพิเศษที่ให้ Point ได้ง่ายกว่าบัตรปกติ คือ พวกบัตร Reward ต่างๆ บัตรนี้คุ้มทีเดียวสำหรับการรูดเพื่อสะสมแต้ม

scb

ทั้งนี้การใช้บัตรเครดิตก็คือ การใช้เงินในอนาคต ของเรานั่นแหละนะ ถ้ายังไม่มั่นใจว่าจะมีจ่ายหรือเปล่าก็ไม่ต้องรูดให้เพลินมือนะครับ ตอนจ่ายซื้อของอะรูดง้ายง่าย แต่พอจะควักตังก์ไปจ่ายจริงๆนี่สิ เหงือแทบตก..  ขอให้ทุกคนใช้บัตรเครดิตอย่างมีสตินะครับ บร้าย…