เจ้าปริ้นเตอร์ hp จิ๋วแจ๋ว Made in Korea เครื่องนี้ผมได้มาโดยบังเอิญมากฮะ คือได้เป็นของรางวัลจากทางเว็บไซต์ๆนึงที่เค้ามอบมาให้กับรางวัลรีวิวด้านวีดีโอดีเด่น มูลค่าเกือบสี่พันบาทแหนะ ถูกใจคอ Gadget Lover อย่างผมซะเหลือเกิน

แต่จะมาบรรยายคุณสมบัติเชิงเทคนิคนู่นนี่นั่นโน่นก็คงไม่จำเป็นแล้วครับ เพราะเว็บไซต์ไอทีหลายๆที่รีวิวคุณสมบัติพวกนี้กันไปแบบละเอียดยิบ… ดังนั้นผมขอใช้ความรู้สึกที่สัมผัสได้จากการใช้งานเจ้าเครื่องปริ้นเตอร์ hp Sprocket ตัวจิ๋วนี้มาบอกเล่าเก้าสิบแล้วกัน ว่าผมใช้งานแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง ไม่พูดเรื่องข้อมูลเชิงเทคนิค โอออ เค้?

ขนาดของเจ้า hp sprocket

1.“ขนาด” มันคือเครื่องปริ้นเตอร์ขนาดเล็กจริง!

เท่าที่สัมผัส hp sprocket สีแดงตัวนี้ ไม่ได้เล็กอย่างเดียว แต่เรียกได้ว่า “เล็กจิ๋ว” จนพกใส่กระเป๋ากางเกงได้สบายๆ เพราะขนาดมันเท่ากับโทรศัพท์ 1 เครื่อง น้ำหนักหนักไม่ถึง 2 ขีด เพียงแต่มีความหนากว่าโทรศัพท์นิดหน่อย

สั่งปริ้นท์ผ่าน Sprocket Application

2.“ความเร็ว” สั่งปริ้นจาก Smartphone ผ่าน Sprocket app

จากที่ลองสั่งปริ้นท์ผ่าน app มันจะใช้เวลาประมาณผลและสั่งปริ้นท์รวมเวลาทั้งหมดประมาณ 40 วินาทีต่อรูปครับ “ซึ่งมันไม่ได้นานจนหงุดหงิด” (ใช้เวลาเลือกรูปและคิด caption ลง Facebook นานกว่านี้ เชื่อผม! )

ต่อๆๆ รูปมันจะไหลออกมาวืดดดเดียวจบ ช่วง 15 วินาทีหลัง ออกมาขึ้นเป็นภาพทันทีเหมือนกับปริ้นเตอร์ตัวใหญ่ แถม app ของเค้ามีฟังก์ชันปรับแต่งสีรูป ใส่เฟรม ใส่ไอคอนได้เลยในตัว แต่สำหรับผมมันไม่จำเป็น เพราะผมไม่ชอบแต่งรูปรกๆนินา และข้อดีของการเชื่อมผ่าน Bluetooth คือถ้าต่อ Wi-Fi อยู่ ก็ไม่ต้องตัดเน็ตไง พริ้นท์และแชร์ได้จาก app เลย

สีและความคมชัดของปริ้นเตอร์

3.“สีและความคมชัด” มีความจืดกว่าสีหน้าจอแต่ก็รับได้

ผมรู้สึกว่าสีมันไม่แจ่มเท่าไหร่นะ สีภาพโดยรวมดูจืดๆกว่าจอโทรศัพท์นิดหน่อย เหมือนมันเพิ่ม shadows เข้าไปในภาพ ทำให้ภาพที่ปริ้นท์ออกมาเกิด noise เล็กน้อย แต่โดยรวมก็ไม่ได้ซีดจนรับไม่ได้ ผมโอเค ไม่ติด แต่ดูไกลๆคุณภาพก็ใกล้เคียงกับร้านล้างอัดรูปนะ ผมมองว่าจุดขายของมันคือขนาดเครื่องที่เล็กจิ๋วมากกว่า แต่ในระยะยาว สีจะจางลงไปหรือเปล่า อันนี้ผมยังไม่แน่ใจคับ ><

กระดาษและความจุของ hp sprocket

4.“กระดาษและความจุ” ใส่กระดาษ Zink Photo Paper

ในกล่องเค้าจะแถมกระดาษ Photo Paper ขนาด 2×3 นิ้ว สำหรับใส่ในเครื่องปริ้นท์มาให้จำนวน 10 แผ่น ซึ่งเป็นจำนวนมากสุดที่จะใส่ได้แล้วละ ส่วนกระดาษที่ขายมี 2 รุ่น คือ 20 Sheets และ 50  Sheets ถ้าคำนวณจากราคากล่อง 50 Sheets (850 บาท) จะตกรูปละ 17 บาท !! แต่ๆๆ  ทีเด็ดคือกระดาษมันลอกเป็นสติกเกอร์ได้ด้วย บั๊บว่า “ปริ้นแล้วแปะ” ได้ทันที แจ่มมมม

5.“ราคา” ผมคิดอยู่ว่า ถ้าไม่ได้มาฟรี ผมจะซื้อไหม?

Gadget ชิคๆคูลๆชิ้นนี้เปิดตัวที่ราคา “ห้าพันนิดๆ” แต่ตอนนี้ (สิงหาคม, 2018) ราคาลดลงเหลือ 3,390 จาก hp thailand store เพราะมีรุ่นใหม่ SPROCKET PLUS ที่กระดาษใหญ่ขึ้นอีก และมีรุ่น 2-in-1 ที่มีกล้อง Build-in ออกมาใหม่ด้วย ก็เลยเบียดราคารุ่นเก่าตกลงมาเหลือเพียง 3 พันกว่าบาท…

แต่ผมสงสัยรุ่น 2-in-1 เล็กน้อย เพราะมันไม่มีจอนิน่า ยังไงก็ยังต้องพึ่ง Smart Phone ในการสั่งปริ้นท์อยู่ดีนิ! ผมขมวดคิ้วววว…. เอาเป็นว่าถ้าเงินเหลือผมก็ซื้อ แต่ถ้ายังผ่อนรถผ่อนบ้านเหมือนอยู่ตอนนี้ ผมขอเอาไว้ก่อน 555

ด้วยราคาเฉลี่ยต่อการปริ้นท์ 1 รูปเกือบ 20 บาท (คำนวณจากราคากระดาษ ไม่รวมค่าเครื่อง) ซึ่งราคามันจะถูกกว่ากระดาษโพลารอยด์เล็กน้อย ซึ่ง… “ส่วนตัว…ผมมองว่ายังไม่ถูก” ถ้าจะเอามาปริ้นท์เล่นๆไร้สาระก็ไม่เหมาะ ตามผมว่าเจ้า hp sprocket มันเหมาะสำหรับเอามาปริ้นท์รูปแปะไดอารี่เก๋ๆ เท่ๆ หรือปริ้นท์เฉพาะรูปที่คัดแล้วใส่อัลบั้มน้อยๆ เก็บไว้อวดเพื่อนเป็น collection ได้ อะไรอย่างงี้คับ

สรุป ด้วยเครื่องที่เล็กจิ๋วขนาดนี้ ปริ้นท์รูปออกมาได้เท่านี้ ก็ถือว่าแจ๋วแล้วครับ ต้องเรียกมันว่า “จิ๋วแต่แจ๋ว” ละกัน…

ขอบคุณ revu มา ณโอกาสนี้ด้วยนะครับที่มอบรางวัล Best of the best reviewer ให้ผม ขอบคุณมากคร้าบบบบ